ทำไมผมถึงเขียน Brag document

ทำไมผมถึงเขียน Brag document

มาทำความรู้จัก brag document กันก่อน ถ้าแปลตรงตัว brag document คือเอกสารที่เอาไว้อวด เป็นเอกสารส่วนตัว ที่แต่ละคนเอาไว้จด ว่าฉันทำอะไรเจ๋ง ๆ มาบ้าง หรือได้สร้าง impact อะไรให้กับองค์กร จดคำชมที่ได้รับ หรือบันทึกการเติบโตของตัวเอง

ที่ออดส์ เราเหล่า head coach ตกลงกันว่า ทุกครั้งที่น้องมาขอขึ้นรายได้ เราจะ review brag document ของน้องกัน ถ้าน้องไม่รู้จัก เราก็จะขอน้องสร้างไฟล์เปล่า ๆ ตรงนั้น แล้ว review brag document เปล่า ๆ นี่แหละ พร้อมทั้งอธิบายว่ามันคืออะไร และจากมุมขององค์กร ทำไมเราถึงอยากให้น้องเขียน

ทำไม brag document ถึงมีประโยชน์กับองค์กร

ในองค์กรที่ขนาดของคนเกิน 120 คน มันยากมากที่จะให้ทุกคนรู้จักกัน จำชื่อกันได้ จำได้ว่าใครชอบอะไร เก่งเรื่องอะไร หรือมีงานอดิเรกอะไร

ขณะที่องค์กรมีคนมากขึ้น มีทักษะและความชำนาญหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่องค์กรจะเปล่งศักยภาพได้มากขึ้นตามจำนวนคน แต่กลับหยุดชะงักที่ร้อยกว่าคน เพราะความเกรงใจ ความสนิทกลับลดลง ความกล้าที่จะประกาศไปตรงกลางว่า ฉันติดเรื่องนี้ ใครก็ได้ช่วยหน่อยกลับลดลงเรื่อย ๆ ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าองค์กรก้าวข้ามตรงนี้ไปไม่ได้ ศักยภาพก็จะหยุดแค่นั้น และการเติบโตไปมากกว่านั้นก็จะไม่ยั่งยืน

brag document ช่วยให้ information ว่าใครผ่านอะไรมา มีประสบการณ์อะไรมัน discoverable คือคนมา search หรือคุ้ยเองได้ ว่าใครเคยทำเรื่องนี้นะ เวลาไปขอความช่วยเหลือจะได้ไปกระซิบถามได้ ไม่ต้องตะโกนตรงกลางให้เขินอาย

แต่สิ่งที่ผมอยากแบ่งปันมากกว่าคือ ทำไม brag document ถึงมีประโยชน์กับผม

3. brag document ทำให้ผมฝึกชม

ในทุก ๆ วันมันมีทั้งสิ่งที่ผมทำได้ดีและแย่ปน ๆ กันไป เช่น ลองผมทำ test ได้ 7/10 ความจริง 2 อย่างที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันคือ ผมทำได้ตั้ง 7 ซึ่งเกินกว่าที่ผมคาดหวัง แต่ผมก็พลาดไปอีก 3 อย่างน่าเสียดาย

วิทยาศาสตร์วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ทำให้เราลำเอง (bias) ให้เห็นข้อเสียมากกว่าข้อดี เพื่อผลักดันให้เราคิดหาไอเดียพัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดวันพรุ่งนี้ (survive) แต่จริง ๆ บางทีคนเราก็ต้องการกำลังใจเพื่อจะเอาไอเดียที่คิดออกไปทำเช่นกัน (thrive)

การหัดแยกสิ่งที่ฉันทำได้ดีออกจากสิ่งที่ฉันทำพลาด เปิดให้เรามีทางเลือกว่าเราจะโฟกัสกับความอยู่รอด (survive) หรือความเบ่งบาง (thrive)

ถ้าเราไม่ฝึก สัญชาติญาณจะทำให้เราเห็นแต่ไอเดียที่จะพัฒนา แต่ผมพบว่ามีไอเดียมากมาย ถ้าไม่มีกำลังใจทำก็ไม่มีประโยชน์

2. brag document ทำให้ผมฝึกรับคำชม

เหตุผลอันดับสองคือการฝึกรับคำชม สำหรับคนที่เติบโตมาด้วยสิ่งแวดล้อมที่ผู้ปกครองมักเตือนกันเองว่า “อย่าชมเยอะ เดี๋ยวเหลิง” ทำให้ผมฝึกที่จะปฏิเสธคำชมจนเป็นนิสัย ทุกครั้งที่มีคำชมเข้ามา ผมก็จะปัดมันออกไป ไม่ยอมรับ ผมเพิ่งฝึกที่จะรับคำชมไม่ว่าผมจะชอบมันหรือไม่ก็ตามหลังจากได้เรียนรู้ว่าตอนไปชมเขาแล้วโดนเขาปัดคำชมทิ้งมันรู้สึกอย่างไรนี่แหละ

ถ้าผมที่รู้จักตัวเองที่สุด สามารถเลือกจะชมตัวเองได้ถูกใจสุด ยังไม่สามารถรับคำชม (ที่ตรงใจที่สุด) ได้ ผมจะไปรับคำชมของคนอื่นที่อาจจะมองเห็นผมแตกต่างไปตามประสบการณ์ที่เค้าเจอมาได้อย่างไร บ่อยครั้้ง ผมอดคิดไม่ได้ว่าคนอื่นมองผมดีกว่าสิ่งที่ผมเป็นจริง ๆ มาก ถ้าผมทำได้สักครึ่งนึงของสิ่งที่คนอื่นมองผม ป่านนี้ผมคงมีวงแสงได้เท้าไปแล้ว แต่นั่นแหละ ผมเองก็ฝึกอยู่ที่จะยอมรับภาพที่คนอื่นมองผมมาเป็นส่วนหนึ่งของผมเช่นกัน ผมฝึกที่จะมองตัวเอง ไม่ใช่แค่ขอบเขตของกายเนื้อตัวเอง แต่หมายรวมถึงภาพที่อยู่ในหัวผู้คนต่าง ๆ ที่ผมปฏิสัมพันธ์ด้วย เพราะ รวม ๆ กันสิ่งนั้นเรียกว่า ภาพลักษณ์ของผม ซึ่งในสังคมที่ผมอยู่ การตระหนักถึงภาพลักษณ์ที่เราสร้างขึ้นมาก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน

ข่าวดีคือหลังจากฝึกรับคำชม การฝึกรับคำติก็ง่ายขึ้นเช่นกันนะ

1. brag document ทำให้ผมจำได้

ถ้าคุณไม่ได้เขียน brag document อยู่ ลองถามตัวเองดูว่า ปีที่แล้วชั้นได้รับคำชมอะไรบ้างนะ หรือว่าปีที่แล้วมีกี่ครั้งที่ชั้นรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมเชื่อว่ามันจะนึกออกยากมากเลย ผมเองก่อนเขียน brag document ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน และนี่แหละคือเหตุผลอันดับ 1 ที่ทำให้ผมยังเขียนมันอยู่

คำชมถ้าไม่จด ก็จำไม่ได้หรอก — จั๊วะ (จำความลำเอียงเพื่อความอยู่รอดได้ไหม)

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาแบ่งปันเพราะ คนเราใช้เวลาเฉลี่ย 38 ปีในการทำงาน นับเป็น 1 ใน 5 ของชีวิต ในบั้นปลายชีวิต คุณอยากเป็นคนที่มี brag document 38 ฉบับที่เคยจดว่าฉันสร้าง impact อะไรมาบ้าง หรือจะจำเอาหล่ะ

Read more

สกรัมเป็น Empirical process

สกรัมเป็น Empirical process

กระบวนการแก้ปัญหาในโลกแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ Defined process ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีขั้นมีตอนชัดเจน เช่น Waterfall เป็นต้น ส่วนแบบที่สองคือ Empirical process หรือ "กระบวนการเชิงประจักษ์" ซึ่งเป็นการทำไปแล้วก็ปรับไปเรื่อย ๆ สกรัมเป็นแบบหลัง

By Chokchai
สกรัมมาสเตอร์ observe ผู้คน

สกรัมมาสเตอร์ observe ผู้คน

ครั้งที่แล้วผมแบ่งปันไปว่าสิ่งหนึ่งที่ผมตอนเป็นสกรัมมาสเตอร์มองหาคือ polarity หรือขั้วตรงข้าม ซึ่งคู่แรกที่ผมแบ่งปันไปคือ ระเบียบ (control) และความสร้างสรรค์ (creative) วันนี้ผมตะมาแบ่งปันอีกรูปแบบหนึ่งของ 2 ขั้วนี้ที่เรียกว่า survive (อยู่รอดปลอดภั

By Chokchai
สกรัมมาสเตอร์ observe polarity

สกรัมมาสเตอร์ observe polarity

polarity คืออะไร? สิ่งหนึ่งที่ผมในฐานะสกรัมมาสเตอร์จะ observe คือ polarity polarity คือขั้วตรงข้าม ดุจ แสงและเงา, centralized และ decentralized, creative และ control, competitive และ collaborative ทุกขั้วมีโอกาสจะเป็นทั้งข้อดีและเสีย อะไรที่มากเกินไปจะไม่ยั่งยืน การ observe polarity เหมือนมองลู

By Chokchai
ระเบียบ และ อิสรภาพ

ระเบียบ และ อิสรภาพ

พวกเราได้รับภาพนี้มาจากผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง เธอแบ่งปันแรงบันดาลใจของภาพนี้ให้ผมทราบว่า ขวดแก้ว จากมุมของผู้ปกครองเป็นเหมือนกรอบที่วางเอาไว้เพื่อปกป้องหมีน้อยจากภยันตรายต่าง ๆ ภายนอก ขณะที่จากมุมของหมีน้อยมันเป็นเหมือนกรงขังไม่ให้เค้าออกไปโลดเล่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ผมมองอิสรภาพและระเบี

By Chokchai