โอบกอดขั้วตรงข้าม

โอบกอดขั้วตรงข้าม
Photo by Alex Padurariu on Unsplash

สัญลักษณ์ที่เป็นที่นิยมสำหรับเต๋าคือสัญลักษณ์หยินหยาง เพราะในความมืดมีความสว่าง และในความสว่างก็มีความมืด ทำให้นึกถึงช่วงต้นของเต๋าบทที่สอง

Under heaven all can see beauty as beauty only because there is ugliness. 
All can know good as good only because there is evil.
Therefore having and not having arise together.
ใต้ฟ้าทุกคนเห็นความงามเป็นความงามได้เพราะมันมีความอัปลักษณ์
ทุกคนเห็นความดีเป็นความดีเพียงเพราะมันมีความชั่ว
ฉะนั้นการมีกับไม่มีปรากฏคู่กัน

ถ้าโลกนี้ไม่มีอากาศร้อนเลย ก็จะไม่มีคำว่า ‘หนาว’ เช่นกัน สิ่งที่เราแยกไม่ออก เราก็จะไม่ขวนขวายหาคำไปเรียกมันหรอก

ในความกตัญญูมีความฝืนอยู่

เราจะรู้ตัวว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็ต่อเมื่อเรากำลังหักห้ามสิ่งที่ถูกใจ ถ้าเราไม่ฝืนอยู่ เราจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง การฝืนช่วยผมฝึกความอดทนได้ดี แต่ก็อดทำให้ผมเผลอคาดหวังจากคนอื่นไม่ได้ ว่าทำไมแค่นี้ถึงทนไม่ได้กัน

ในความทุกข์เราก็ได้สร้างตัวตน

เคยมีน้องถามผมว่า ผมกลายเป็นผมได้ยังไง ผมตอบไปว่า ความทุกข์ยากทั้งหลายที่ผมผ่านมานี่แหละ หล่อหลอมให้ผมเป็นผม พอมองย้อนกลับไป ถ้าเลือกได้ ผมก็จะไม่เปลี่ยนอะไร ไม่เอาปัญหาไหนออกไปจากชีวิต เพราะถ้าทำแบบนั้น ถึงชีวิตจะสบายขึ้น ผมก็จะไม่เป็นผมอีกต่อไป

ในความมีระเบียบเราก็จ่ายความสร้างสรรค์

ถ้าอยากสร้างสรรค์ เราก็ต้องลองสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน แล้วเรียนรู้จากผลลัพธ์นั้น ซึ่งระหว่างที่การทดลองดำเนินไป เราก็จะเสียระเบียบและการควบคุมไป

ในการแข่งขันเราก็เสียความร่วมมือ

เพราะธรรมชาติที่มันขัดแย้งกันนี่แหละ เราถึงประทับใจในน้ำใจนักกีฬา เพราะมันเป็นการโอบกอดขั้วตรงข้ามที่ไม่ได้เห็นบ่อย ๆ นักกีฬาทุกคนใช้เวลาในชีวิตตนเองฝึกฝนเพื่อชัยชนะ เมื่อถึงเวลาแข่ง เรายอมเสียโอกาสชนะเพื่อช่วยเหลือนักกีฬาทีมอื่นได้ไหม ถ้าเราทำได้ คุณค่าที่เรายึดมั่นในขณะนั้นที่เหนือกว่าการแข่งขันก็จะเด่นชัดขึ้นมา

ในความขัดแย้งมีการอยู่รอด

จริงอยู่ที่การรวมกลุ่มกับคนที่คิดต่างกับเรา ทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่าง ทำให้เราต้องถกเถียงกัน ในนั้นมีความขัดแย้ง และเราจะต้องจ่ายความปลอดภัยทางจิตใจหรือสังคมไป เราอาจจะต้องเสี่ยงออกความเห็นแล้วกลายเป็นคนส่วนน้อยที่ถูกปฏิเสธ แต่เราก็ยังเลือกแต่งงานกับคนที่ต่างกับเรา ภายใต้คำว่าเราเติมเต็มกันและกันมีสัญชาติญาณที่บอกเราอยู่ว่าเราต้องการขั้วตรงข้ามเพื่อความยืดหยุ่นในการอยู่รอดในชีวิต เพราะในสถานการณ์ที่วิธีเดิม ๆ ที่ผมยึดมั่นมันก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิตไปไม่ได้แล้ว มันคือชั่วขณะที่ผมเถียงแพ้ภรรยานี่แหละที่พาเราทั้งสองให้อยู่รอดต่อไป

เมื่อความมีและไม่มีล้วนมีคุณและโทษ การที่เราไปตัดสินใจว่าอันนี้ดีอันนั้นไม่ดีจะมีความหมายอะไร การที่เราไปยึดคิดว่าชอบคุณค่านี้ ไม่ชอบคุณค่านั้นในบริบทต่าง ๆ จะมีความหมายตรงไหน เราเป็นเหมือนน้ำได้ไหม ที่แปรเปลี่ยนไปตามภาชนะ ชำระล้างทุกสิ่งโดยไม่ตัดสินว่าอะไรสะอาดหรือสกปรก

เส้นโค้งตรงกลางของสัญลักษณ์หยินหยางนอกจากจะเตือนใจผมว่าธรรมชาติไม่มีเส้นแบ่งแล้ว ก็ชวนให้ผมนึกถึงน้ำนี่แหละ

บทความที่เกี่ยวข้อง

จะฝืนไปทำไม
ผมไปเรียนเต้าเต๋อจิงมา ได้ข้อคิดหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ เมื่อผมเจออะไรขัดใจ ผมถอยมาดูไกล ๆ บ่อยขึ้น ส่งผลทำให้ปล่อยวางง่ายขึ้นด้วย ด้านล่างจะเป็นนิทานเปรียบเปรยที่ผมอยากแบ่งปันเท่าที่จำได้ ลองจินตนาการว่าเรากำลังมองโซดาเย็น ๆ ในแก้
Brené Brown: Braving The Wilderness : 1A
In this age of increased polarization, maybe our ideas about belonging need to be reexamined. Social scientist and storyteller Brené Brown argues in her new book “Braving The Wilderness” that “we can find sacredness both in being a part of something and in standing alone when necessary.” Brown, whose TED talk on the power of vulnerability has been viewed more than 30 million times, joins Joshua to explain why “believing in and belonging to ourselves is the only way back to each other.”

Read more

สุดยอดทีม (Extraordinary Team)

สุดยอดทีม (Extraordinary Team)

ท้ายหนังสือ Teamwork is an Individual Skill ของ Christopher Avery ได้กล่าวถึงสมการของสุดยอดทีมไว้ดังนี้ครับ Extraordinary Collaboration = Exchange + Expansion + Integrity ผมใช้เวลาอ่านตรงนี้ และอีก 3 บทที่ขยายความเรื่อง Exchange, Expansion และ Integrity อยู่เกือบ 2 สัปดาห์กว่าจะพอเข้าใจมันอย่

By Chokchai
ไล่ตามความฝัน กับ ดูแลตัวเอง

ไล่ตามความฝัน กับ ดูแลตัวเอง

ไล่ตามความฝัน กับ ดูแลตัวเอง ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าถึงขั้วตรงข้าม (Polarity) ระหว่างความคล่องตัวกับความสร้างสรรค์ไปแล้ว ครั้งนี้ผมมองว่า “การไล่ตามความฝัน” และ “การดูแลตัวเอง” (เปรียบเสมือน นักรบ กับ นักรัก) ก็เป็นแสงและเงาของกันและกั

By Chokchai
สกรัมเป็น Empirical process

สกรัมเป็น Empirical process

กระบวนการแก้ปัญหาในโลกแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ Defined process ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีขั้นมีตอนชัดเจน เช่น Waterfall เป็นต้น ส่วนแบบที่สองคือ Empirical process หรือ "กระบวนการเชิงประจักษ์" ซึ่งเป็นการทำไปแล้วก็ปรับไปเรื่อย ๆ สกรัมเป็นแบบหลัง

By Chokchai
สกรัมมาสเตอร์ observe ผู้คน

สกรัมมาสเตอร์ observe ผู้คน

ครั้งที่แล้วผมแบ่งปันไปว่าสิ่งหนึ่งที่ผมตอนเป็นสกรัมมาสเตอร์มองหาคือ polarity หรือขั้วตรงข้าม ซึ่งคู่แรกที่ผมแบ่งปันไปคือ ระเบียบ (control) และความสร้างสรรค์ (creative) วันนี้ผมตะมาแบ่งปันอีกรูปแบบหนึ่งของ 2 ขั้วนี้ที่เรียกว่า survive (อยู่รอดปลอดภั

By Chokchai