วิธีปรับเวลาการนอน

Share
วิธีปรับเวลาการนอน

ผมเดินทางกลับมาจาก Conference ของ Berkeley ที่ซานฟรานซิสโก เครื่องลงที่สนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 22:30 น. กว่าจะถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืน

ยังดีที่ขากลับไม่เหนื่อยเท่าขาไป เพราะลองซื้อหมอนรองคอจาก Duty Free ที่ซานฟรานซิสโกมาใช้ดู หมอนเป็นลายการ์ตูน มีรูปสะพาน Golden Gate เรียกว่าเป็นหมอนนักท่องเที่ยวสุด ๆ ตอนแรกพยายามเดินหาหมอนรองคอแบบอื่น แต่อันนี้ถูกที่สุด พอนึกถึงขาไปที่ไม่มีหมอนรองคอเรียกว่าแทบไม่ได้หลับเลย ก็พบว่าหมอนรองคอช่วยได้เยอะมาก ทำให้ได้หลับงีบเล็ก ๆ หลาย ๆ งีบ ถึงจะไม่ได้นอนยาว แต่ลงเครื่องแล้วเหนื่อยน้อยกว่าขาไปที่นอนไม่ได้เลยมาก ๆ พอถึงบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือ เพิ่มหมอนรองคอเข้าไปใน Packing List สำหรับการเดินทางครั้งหน้าทันที

วันนี้ผมจะมาแบ่งปันว่าผมทำอะไรบ้างเพื่อปรับเวลาข้าม Time Zone เวลาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศครับ

กินอาหารและนอนบนเครื่องบิน

การเคี้ยวและการนอนมีผลกับนาฬิการ่างกายไม่น้อย ผมพบว่าการพยายามกินและนอนบนเครื่องทำให้เราเริ่มปรับเวลาได้ตั้งแต่ตอนเดินทางเลย ทำให้พอถึงที่หมาย ผมมักจะใช้เวลาปรับตัวอีกไม่นาน

อีกอย่างที่ผมมักจะทำคือ ผมพยายามเลือก Flight ที่เครื่องลงช่วง 15:00 - 22:00 น. เพื่อให้พอถึงปลายทางแล้ว ทนแปบเดียวก็ถึงเวลานอน สิ่งที่ต้องจ่ายคือตั๋วในเวลานี้มักจะแพงกว่าเวลาอื่น ๆ (โดยเฉพาะ Red-Eye Flight) อยู่พอสมควร

อาบน้ำร้อน

ผมเพิ่งได้เรียนรู้จากหนังสือ “เรื่องราวของการนอนหลับ” ที่เขียนโดย นิชิโนะ เซจิ แปลโดย เมธี ธรรมพิภพ ว่าหนึ่งในตัวแปรสำคัญของนาฬิการ่างกาย สังเกตได้จากอุณหภูมิแกนกาย แกนกลางของร่างกายปกติจะค่อนข้างร้อนในตอนกลางวันที่ร่างกายทำงานหนัก (เหมือนเครื่องยนต์) แต่พอตกกลางคืน ร่างกายจะคายความร้อนออกจากแกนกายสู่ผิวหนัง เมื่อแกนกายเย็นลงจนอุณหภูมิใกล้เคียงกับผิวหนัง เราก็จะง่วงและหลับลงได้

เมื่อถึงที่หมาย ผมจะอาบน้ำร้อน ในหนังสือบอกว่าถ้าได้แช่ออนเซ็นจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่มี การอาบน้ำร้อนก็ช่วยเพิ่มอุณหภูมิแกนกายได้ 0.5–2 องศาเซลเซียส พอแกนกายร้อนขึ้น ร่างกายจะเร่งลดอุณหภูมิแกนกายลงหลังจากนั้น ทำให้เราง่วงเร็วขึ้น

อีกอย่างคือ การทำห้องนอนให้เงียบ มืด และเย็น เพื่อให้ร่างกายคายความร้อนได้สะดวก ก็จะเข้าสู่การหลับได้ง่ายขึ้นครับ

กินเมลาโทนิน

ปกติผมจะกินเมลาโทนิน 5 mg ก่อนเข้านอน ซึ่งจะช่วยให้เข้าสู่การหลับได้ง่ายขึ้น บางครั้งกินแป๊บเดียวก็ง่วงเลย บางวันก็ไม่รู้สึกถึงความต่าง... แล้วแต่ดวงครับ ผมจะกินประมาณ 3-4 วันติดกันเมื่อต้องปรับ Time Zone หลังจากนั้นก็หยุดกินเพื่อให้ร่างกายพึ่งพาตัวเอง

ลุกจากเตียง อย่าพยายามนอนถ้าไม่หลับ

ถ้าใช้ตัวช่วยด้านบนหมดแล้ว แต่นอนแล้วก็ยังพลิกไปพลิกมาไม่ยอมหลับ ผมจะลุกขึ้นมา ไม่ฝืนนอนต่อ แล้วย้ายห้องไปทำกิจกรรมผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้สมองจดจำพฤติกรรมการนอนไม่หลับ เหมือนกับที่เราจะไม่ไปนั่งที่ห้องอาหารเพื่อรอให้หิว เราก็ไม่ควรนอนกลิ้งบนเตียงเพื่อรอง่วงเหมือนกันครับ

ในหนังสือแนะนำให้ย้ายห้อง แล้วทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น อ่านหนังสือ หรือยืดเหยียดร่างกายเบา ๆ และหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า

90 นาทีแรกสำคัญสุด ที่เหลือช่างมัน

หนังสือแนะนำว่าในการนอน แม้จริง ๆ ควรจะนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง เพราะร่างกายมีกระบวนการต่าง ๆ ที่ต้องทำระหว่างนอน ทั้งสร้างใยประสาทเสริมการเรียนรู้ และกำจัดของเสียในร่างกายและสมอง แต่ 90 นาทีแรกที่จะได้ Deep Sleep เป็นช่วงเวลาทองที่สำคัญที่สุด ถ้าย้าย Time Zone แล้วคืนแรกจะนอนได้ไม่ครบ 8 ชั่วโมงก็ช่างมันครับ

ตื่นให้เป็นเวลา

สิ่งที่สำคัญกว่าการนอนให้ครบชั่วโมงคือ "การตื่นให้เป็นเวลา" สมมติว่าเราต้องการปรับเวลาเร็ว ๆ แล้วถ้าระหว่างวันเกิดง่วงขึ้นมา ให้ใช้วิธีงีบเอา แต่ไม่ให้นอนงีบเกิน 45 นาทีน่ะครับ (ไม่งั้นจะเรียกว่านอนหลับแล้ว ไม่เรียกงีบ) เพื่อจะได้ไม่ไปรบกวนนาฬิการ่างกาย กลางคืนจะได้ยังหลับเวลาเดิมได้

แต่ถ้าใครไม่ได้อยากรีบปรับเวลาเร็ว ๆ ก็สามารถเน้นนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงได้นะ แค่จะต้องใช้เวลาปรับตัวหลายวันหน่อย โดยอาศัยการขยับเวลานอนให้ช้าลงขึ้นวันละ 30–120 นาที ค่อย ๆ ขยับไปจนถึงเวลาที่เราต้องการ ขยับเข้าไม่ได้นะครับ มันจะกลับไปนอนพลิกไปพลิกมาไม่หลับ แล้วต้องลุกจากเตียงไปทำอย่างอื่นอยู่ดี

ออกมาโดนแดดเช้า

ถ้าเลือกจะตื่นเป็นเวลาแบบหักดิบเหมือนผม พอตื่นมาแล้วให้เอาสายตาเราไปรับแสงแดดเช้า (มองผ่านกระจกไม่ได้ผลนะครับ) ถ้าโดนแดดเช้า สมองจะเปลี่ยนเมลาโทนินที่เหลืออยู่ (ซึ่งทำให้เรารู้สึกมึน ๆ ตอนตื่นนอน) ให้กลายเป็นเซโรโทนิน (Serotonin: ฮอร์โมนความสุขชนิดหนึ่ง ที่ช่วยลดโอกาสซึมเศร้า) และทำให้เราตื่นอย่างสดชื่น พร้อมปรับนาฬิการ่างกายไปในตัว

ใส่แว่นตากันแดดยามบ่าย หลบแสงสีฟ้าด้วย

หลังเที่ยง ผมจะใส่แว่นตากันแดด เพื่อไม่ให้ดวงตาโดนแสงจ้าเกินไป เป็นการบอกร่างกายอ้อม ๆ ว่าใกล้จะมืดแล้วนะ เพื่อช่วยให้ร่างกายปรับเวลาได้ง่ายขึ้น ในคอมพิวเตอร์และมือถือก็จะตั้งค่าให้ลดแสงสีฟ้าตามเวลาพระอาทิตย์ตกดินเช่นกัน

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาแบ่งปันเพราะผมคิดว่าการนอนก็เป็นเหมือนเหรียญอีกด้านของชีวิตที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าตอนตื่นเลยครับ แม้ตอนเด็ก ๆ ผมจะให้ความสำคัญกับการตื่น การเก็บเกี่ยวประสบการณ์และการได้กินอิ่มเที่ยวเล่นทั้งวัน เรียกว่า ‘กลางคืนอย่างห้าว ตอนเช้าอย่างง่วง’ แต่พออายุมากขึ้นก็พบว่า ผมให้ความสำคัญกับการหลับสนิททั้งคืนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้าอยากใช้ชีวิตให้ยืนยาว (เอาแบบที่ยังเดินเหินและพึ่งพาตัวเองได้นะ) การนอนหลับนี่แหละครับที่สำคัญมาก ๆ ต่อการยืดอายุขัยของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

ขอให้คนอ่านหลับฝันดีในคืนนี้ครับ

Read more

เร็วแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าไปผิดทาง

เร็วแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าไปผิดทาง

อีกบทเรียนที่ผมได้จากหนังสือ Slack: Getting Past Burnout, Busywork, and the Myth of Total Efficiency ของ Tom DeMarco คือ ทำไมองค์กรใหญ่ ๆ ถึงยึดมั่นกับ Efficiency กันนัก Efficiency คืออะไร? Efficiency แปลว่า "ประสิทธิภาพ" ยกตัวอย่างเช่น

By Chokchai
กฎของจั๊วะ

กฎของจั๊วะ

ปีนี้ที่อายุ 44 ผม Reflect ตัวเอง และพบว่าหลักการใช้ชีวิตของผมได้มาจากหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People เยอะมาก ใน Habit ทั้ง 7 นี้จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมไปศึกษามา แล้วค่อย ๆ เติมเข้าไปเพื่อทำให้ Habit นั

By Chokchai
ขยายกิจการองค์กร

ขยายกิจการองค์กร

อีกบทเรียนที่ผมได้จากหนังสือ Slack: Getting Past Burnout, Busywork, and the Myth of Total Efficiency ของ Tom DeMarco คือมุมมองใหม่สำหรับการเติบโตของบริษัท ตลอดมา ผมมักจะต่อต้านการแก้ปัญหางานไม่ทันด้วยการเพิ่มคน เพราะการเพิ่มคนเป็นกลยุทธ์ระดับองค์กร แต่งานไม่ทั

By Chokchai
คนไม่ใช่สิ่งทดแทนกันได้ (People are not Fungible)

คนไม่ใช่สิ่งทดแทนกันได้ (People are not Fungible)

ในปี 2546 นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ที่เรียนอยู่ที่ศูนย์รังสิตมาตลอดแบบผม ได้มีโอกาสเข้าเมืองไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นครั้งแรก นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับของอร่อยมากมายรอบมหาวิทยาลัยแล้ว บรรยากาศที่ศูนย์ท่าพระจันทร์มันมีมนต์ขลังแปลก ๆ ตัวผมได้

By Chokchai