เร็วแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าไปผิดทาง

Share
เร็วแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าไปผิดทาง

อีกบทเรียนที่ผมได้จากหนังสือ Slack: Getting Past Burnout, Busywork, and the Myth of Total Efficiency ของ Tom DeMarco คือ ทำไมองค์กรใหญ่ ๆ ถึงยึดมั่นกับ Efficiency กันนัก

Efficiency คืออะไร?

Efficiency แปลว่า "ประสิทธิภาพ" ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราขับรถกลับจากที่ทำงานกลับบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางประจำที่เราขับอยู่ทุกวัน เราอาจจะเช็กแผนที่สัก 1 ครั้งเพื่อหาทางที่ประหยัดที่สุด (จะประหยัดน้ำมัน, ประหยัดเวลา หรือประหยัดค่าทางด่วน ก็แล้วแต่)

ประสิทธิภาพ ได้มาจากการประหยัด เป็นการรีด Performance ออกมาให้สุดจากระบบ ซึ่งเรามักจะเลือกใช้โดยสัญชาตญาณในบริบทที่ไม่ค่อยมีโอกาสหลงทาง

Effectiveness คืออะไร?

Effectiveness แปลว่า "ประสิทธิผล" ซึ่งเราไม่ค่อยเจอคนใช้คำนี้ในภาษาไทยเท่าไรนัก ประสิทธิผล หมายถึง การได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หากกลับไปเทียบกับการขับรถ ก็เปรียบเหมือนกับเรากำลังขับรถจากที่ทำงานไปงานเลี้ยงรุ่นกับเพื่อน ณ ร้านใหม่ที่เราไม่รู้จักมาก่อนเลย ไม่รู้มาก่อนด้วยว่าในย่านนั้นมีร้านอาหารอยู่ตรงไหนบ้าง ในบริบทนี้เราอาจจะเช็กแผนที่บ่อยขึ้น ทุก ๆ 10 นาที หรือทุก ๆ 5 นาที เรียกว่ายิ่งกลัวหลง ก็จะยิ่งเช็กบ่อย

ทุก ๆ ครั้งที่เราเช็กแผนที่ มันคือการวัดประสิทธิผล สังเกตไหมว่าเราจะไม่ถามเรื่องประหยัดน้ำมันเลย แต่เราจะเช็กว่า "เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นไหม?" ถ้าใกล้มากขึ้นจากรอบที่แล้วเราก็ไปต่อ แต่ถ้าไกลกว่าเดิมเราจะได้เช็กว่าควรปรับทิศทางอย่างไร เราใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบนี้อย่างเป็นธรรมชาติในบริบทที่มีความเสี่ยงที่จะหลง

ในบริบทนี้เราจะไม่สนใจประสิทธิภาพเลย เพราะต่อให้ประหยัดน้ำมันมาได้สักเท่าไร เลี้ยวผิดแยกเดียวสิ่งที่ประหยัดมาทั้งหมดก็ไร้ความหมาย เราจะไม่ได้ขับเร็วเท่ากับเส้นทางที่ขับประจำ เราจะไปช้าหน่อย เพราะ "การไปถูกทิศ สำคัญกว่าการรีดความเร็ว"

เราควรเลือกประสิทธิผลก่อนประสิทธิภาพเสมอ

ที่เราเน้นประสิทธิภาพในบริบทที่ขับรถกลับบ้านทางเดิมประจำ ไม่ใช่เพราะประสิทธิผลมันไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะเราได้มันมาอยู่แล้ว โอกาสหลงมันต่ำ เราเลยมีสมาธิไปโฟกัสกับประสิทธิภาพได้

แต่ในบริบทที่มีโอกาสหลงสูง หรือเราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ขับอยู่ 5 นาทีนี้จะช่วยให้ได้ประสิทธิผลไหม เราจะให้ความสำคัญกับประสิทธิผลก่อนเสมอ

สรุปแล้ว ประสิทธิผลคือการไปถูกทิศทาง ส่วนประสิทธิภาพคือการไปอย่างประหยัด

แล้วทำไมองค์กรใหญ่ถึงเลือกประสิทธิภาพก่อนประสิทธิผล?

ทั้ง ๆ ที่การขับรถไปไว ๆ แต่ผิดทางนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย แต่ทำไมองค์กรถึงมักจะตกหลุมพรางนี้? 2 องค์ประกอบหลักที่ทำให้หลุมนี้แทบจะหนีไม่พ้น คือ 1. การบริหารด้วยเป้า (Management by Objectives) และ 2. ความกลัวของผู้บริหารระดับกลาง

Management by Objectives

เป้าที่วัดง่าย คือเป้าที่ไม่มีประโยชน์ และเป้าที่มีประโยชน์ มักจะวัดยาก เช่น "ยอดขาย" เป็นอะไรที่วัดง่ายมาก แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ในเชิงการทดลอง เพราะในองค์กรเราทำหลาย Experiment พร้อม ๆ กัน เช่น มีหลาย Marketing Campaign ที่ดำเนินไปคู่ขนานกัน เป้าที่มีประโยชน์จริง ๆ คือ ปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้น (บาท) จาก Marketing Campaign "X" อันนี้โดยเฉพาะ เพราะถ้า Campaign "X" ทำแล้วไม่คุ้ม จะได้เลิกทำ แล้วเอาเงินไปลงกับ Campaign อื่น แต่เป้าหมายที่มีความหมายแบบนี้มันวัดยากเหลือเกิน

อีกอย่างที่ทำให้การกำหนดเป้าหมายให้มีประโยชน์นั้นยากมาก เพราะเราอยากได้เป้าหมายที่เป็นธรรม การไปบอกให้ฝ่ายขายร่วมรับผิดชอบเรื่องข้อร้องเรียนของลูกค้า (Customer Complaint) ด้วย ดูไม่เป็นธรรมกับฝ่ายขายเลย เพราะฝ่ายขายจะบอกว่า "ฉันมีหน้าที่แค่การขาย ฉันไม่ได้ไปบริการลูกค้านี่นา ทำไมการที่ฝ่ายบริการทำพลาดแล้วฉันต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ไม่ยุติธรรมเลย"

แต่ในทางกลับกัน ถ้าฝ่ายขายไปหลอกขายบริการที่เกินจริง (ขายฝัน) ให้กับลูกค้า ยังไงลูกค้าก็ต้องผิดหวังอยู่แล้ว เพราะฝ่ายขายไปสร้างความหวังที่เกินจริงไว้ตั้งแต่แรก แต่นั่นแหละครับ การจะแยกให้ออกว่าที่ลูกค้าบ่นมาจากการขายฝันหรือการบริการที่ผิดพลาด มันเป็นเรื่องที่วัดยากมาก ๆ

พอมันวัดยาก บ่อยครั้งจึงจบที่การให้หัวหน้าใช้วิจารณญาณของตัวเองในการตัดสินใจ ซึ่งความเสี่ยงที่ตามมาคือ มันไม่มีมาตรฐาน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าผลประเมินของฝ่ายขายคนนี้ดีเพราะเขาเก่งจริง ๆ หรือเพราะลูกน้องคนนี้เป็นลูกรักของหัวหน้า

สรุปแล้ว ทฤษฎี Management by Objectives แม้ดูเผิน ๆ จะเหมือนง่าย แต่พอเข้าใจความยากของการตั้งเป้าที่มีประโยชน์แล้ว วิธีการนี้จะยากเหลือเกินในบริบทที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่อยากตั้งเป้าที่ต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือนหรอก มันทำให้พนักงานสับสน แต่เป้าที่วัดง่าย มันก็จะหมดความหมายไปอย่างรวดเร็วตามการผันแปรของธุรกิจ นอกจากนี้ เป้าหมายที่เป็นธรรม ก็มักจะถูกจำกัดอยู่แค่โครงสร้างของฝ่ายนั้น ๆ เช่น เป้าของทีมขายก็วัดได้แค่การขาย จะไปรวมเป้าของลูกค้าสัมพันธ์มามันก็อยู่เกินขอบเขตความรับผิดชอบของฝ่ายขาย ซึ่งดูไม่เป็นธรรมกับน้อง ทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าการขายฝันก็ไม่เป็นธรรมกับลูกค้าเหมือนกัน

ความกลัวของผู้นำ

บ่อยครั้งเวลาผมไปแบ่งปันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างองค์กรกับวัฒนธรรมองค์กร ผมมักจะได้ยินผู้ฟังบอกว่า "อยากให้หัวหน้าของเขาได้มาฟังด้วยจัง" หลายคนฝากความหวังของการเปลี่ยนแปลงองค์กรไว้กับหัวหน้าตัวเอง ด้วยจินตนาการว่าหัวหน้าเรามีอำนาจมากกว่า น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เห็นคือ "ตำแหน่งของหัวหน้าเขานั้นเสี่ยงกว่า"

กว่าจะไต่ระดับในองค์กรไปได้ ต้องสะสมประสบการณ์และผลงานมาตั้งเท่าไร ตำแหน่งยิ่งสูงก็ยิ่งต้องใช้บารมีที่สั่งสมมานาน ยิ่งสูงก็ยิ่งกลัวพลาด เพราะเดิมพันมันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าเราไต่ระดับความสูงไปเรื่อย ๆ คงไปเจอบนสุดคือ Director หรือ CEO ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงสุดแล้ว สูงกว่านั้นคือบอร์ดที่ปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ถือหุ้นเอง หรือได้รับมอบหมายมาให้ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

บอร์ดที่ปรึกษาไม่ใช่ผู้นำองค์กร ปกติพวกเขาจะ Maximize Profit ของนักลงทุน การจะลงทุนกับอะไรที่ต้องใช้เวลาข้ามปี ซึ่งส่งผลให้มูลค่าบริษัทลดลงในระยะสั้น (เพราะผลประกอบการประจำปีจะลดลงก่อน) ถึงจะอ้างว่ากำลัง "ย่อเพื่อกระโดด" ก็จะเป็นไอเดียที่ขายยากเหลือเกิน เพราะถ้ามูลค่าของบริษัทลด ราคาหุ้นตก นักลงทุนทั้งหลายก็พร้อมจะขายหุ้นไปซื้อตัวอื่นที่มีแววทำกำไรได้มากกว่า ทำให้เงินหมุนเวียนในบริษัทลดลง

ส่วน CEO ที่เป็นผู้นำสูงสุดแล้ว ก็ยังอยู่ใต้อำนาจของบอร์ดที่ปรึกษา เพราะบอร์ดมีอำนาจเปลี่ยนตัว CEO ได้ ฉะนั้น ถึง CEO จะอยากลงทุนอะไรเพื่อให้องค์กรยั่งยืนขึ้น ก็ต้องเกรงใจผลกำไรของนักลงทุนด้วย นอกจากจะต้องเกรงใจบอร์ดบริหารแล้ว CEO ยังต้องครองใจพนักงานให้ได้ ถ้าพนักงานต่อต้านก็ยากที่จะรักษาตำแหน่งต่อไป หาก CEO ยังต้องรับแรงกดดันจากทั้งบนและล่าง ผู้นำคนอื่น ๆ ใต้ CEO ลงมาก็เจอผลกระทบที่ไม่ต่างกัน

เมื่อผู้นำมองไปไกล ๆ แล้วเห็นว่าทิศทางที่องค์กรกำลังดำเนินไปนั้นมันผิดทิศ ผู้นำก็จะเจอกับสองทางเลือกที่ยากลำบาก คือ 1. ปล่อยให้ผู้นำในตำแหน่งนี้ในอนาคตเป็นคนแก้ปัญหา กับ 2. ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางเสียเอง

ปล่อยให้ผู้นำในตำแหน่งนี้ในอนาคตแก้ปัญหา

การปล่อยไปเป็นทางเลือกที่หอมหวานมาก เพราะผลลัพธ์ของปัญหาจากการเดินผิดทิศนี้ มันใช้เวลาอีกนานกว่าจะพังจนเห็นเด่นชัด กว่าจะถึงตอนนั้น มีโอกาสสูงมากว่าเราจะย้ายตำแหน่งหรือเลื่อนขั้นไปแล้ว เทคนิคที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้นำคือ ดูว่ามวลชนกำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน แล้วก็เข้าไปเร่งให้มวลชนเคลื่อนที่ต่อไปให้เร็วขึ้น ดูกลมกลืน ไม่โดดเด่น และเน้นปลอดภัย ต่อให้ทิศที่มวลชนกำลังเคลื่อนที่ไปจะเป็นเหว ขอแค่ผู้นำย้ายตัวเองออกไปได้ทันก่อนระเบิดเวลาจะทำงานในวาระของตัวเอง... ก็รอดแล้ว

ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง

นี่เป็นอีกทางเลือกที่เสี่ยงมาก รถที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีทางกลับรถได้ทันทีหรอกครับ จะเปลี่ยนทิศกลับต้องชะลอความเร็ว ค่อย ๆ เลี้ยวหัวกลับ แล้วถึงจะเร่งต่อได้ ซึ่งการบอกให้มวลชนที่กำลังเร่งสปีดสู่ปากเหวเลี้ยวหัวกลับ เป็นทางเลือกที่ยากกว่าการขับรถมาก เพราะคนมีความคิด มีความรู้สึก ไม่เหมือนกับรถ และยิ่งคนเยอะ ๆ กว่าจะสื่อสารได้ทั่วถึงว่าทำไมต้องชะลอ ทำไมต้องเปลี่ยนทิศกลับ และจะดูแลขวัญกำลังใจของมวลชนที่วิ่งมาทิศนี้อย่างสุดกำลังอย่างไร แค่คิดก็ไม่อยากเลือกแล้ว เพราะทางเลือกนี้ทำดีก็แค่เสมอตัว (เจ๊า) แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาร้ายก็มีแต่จะโดนประณาม (เจ๊ง) ทำไมผู้นำต้องเอาประวัติการทำงานที่สั่งสมมานานมาเดิมพันกับตรงนี้ด้วยนะ?

สรุป

เพราะการตั้งเป้าหมายที่แท้จริงมันยาก และลูกน้องก็คาดหวังเป้าที่ชัดเจน วัดผลง่าย ไม่กำกวม ผนวกกับการปรับทิศทางเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งผู้นำทำดีก็แค่เสมอตัว แต่ถ้าพลาดขึ้นมาก็เสียชื่อเสียงเปล่า ๆ ประกอบกับโครงสร้างองค์กรที่ผลัดเปลี่ยนผู้นำอยู่เรื่อย ๆ การลงทุนระยะยาวก็เลยเกิดขึ้นได้ยาก

เราจึงมักจะเห็นการลงทุนระยะยาวจากองค์กรที่ "เจ้าของเป็นผู้นำเอง" เท่านั้นแหละครับ เพราะผู้นำกลุ่มนี้มั่นใจว่า ถ้าปล่อยปัญหาไป ผู้นำที่ต้องตามแก้ปัญหาในอนาคตก็คือ "ตัวฉันเอง" นี่แหละ

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาแบ่งปัน ทั้ง ๆ ที่ในใจของคนที่ใฝ่ฝันอยากสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานที่สร้างสรรค์ พิมพ์ไปก็แอบกัดกินกำลังใจตัวเองไปเหมือนกัน เพราะระบบใหญ่ขนาดนี้มันแก้ยากเหลือเกิน แต่ที่ยังตัดสินใจแบ่งปันอยู่ดี เพราะอยากชวนผู้นำทั้งหลายว่า "อย่ารอให้หัวหน้าแก้ไขระบบ" คนข้างบนนั้นแม้จะมีอำนาจสูงกว่า แต่ด้วยเดิมพันที่สูงลิ่วตามไปด้วย ทางเลือกที่เขาเลือกได้จริง ๆ จึงไม่ได้มากกว่าผู้นำระดับล่างเลย

หากคุณเป็นผู้นำ ถือว่าคุณได้รับความไว้วางใจจากองค์กรให้ดูแลส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้แล้ว คุณมีทางเลือกครับ ไม่จำเป็นต้องตามน้ำอย่างเดียว คุณสามารถเป็น "ร่ม" ให้ลูกน้องได้ อย่าส่งต่อแรงกดดันและความรู้สึกไม่ปลอดภัยลงไปข้างล่าง ถ้าคุณเลือกจะกางร่มปกป้องทีม คุณจะพบว่าคุณสามารถออกแบบวัฒนธรรมการทำงานภายใต้อาณาจักรเล็ก ๆ ของคุณเองได้ ถ้าชีวิตการทำงานของผู้คนจะดีขึ้น มันไม่ได้เริ่มเปลี่ยนจากข้างบนหรอกครับ แต่มันต้องเริ่มเปลี่ยนจากข้างล่างนี่แหละ ถึงผู้นำระดับล่างจะมีอำนาจน้อยกว่า แต่เรามีทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากกว่าผู้นำระดับบนมากนัก และทางเลือกใหม่ ๆ ที่คุณกล้าเลือกในวันนี้ จะถูกส่งต่อและกลายเป็นตัวเลือกให้หัวหน้าของคุณได้เห็นอย่างช้า ๆ

ผมรู้นะครับว่ามันฟังดูยากแค่ไหน แต่ผมคิดว่าทางเลือกยาก ๆ นี้นี่แหละ คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า "การนำ" (Leadership) ครับ

Read more

กฎของจั๊วะ

กฎของจั๊วะ

ปีนี้ที่อายุ 44 ผม Reflect ตัวเอง และพบว่าหลักการใช้ชีวิตของผมได้มาจากหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People เยอะมาก ใน Habit ทั้ง 7 นี้จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมไปศึกษามา แล้วค่อย ๆ เติมเข้าไปเพื่อทำให้ Habit นั

By Chokchai
ขยายกิจการองค์กร

ขยายกิจการองค์กร

อีกบทเรียนที่ผมได้จากหนังสือ Slack: Getting Past Burnout, Busywork, and the Myth of Total Efficiency ของ Tom DeMarco คือมุมมองใหม่สำหรับการเติบโตของบริษัท ตลอดมา ผมมักจะต่อต้านการแก้ปัญหางานไม่ทันด้วยการเพิ่มคน เพราะการเพิ่มคนเป็นกลยุทธ์ระดับองค์กร แต่งานไม่ทั

By Chokchai
คนไม่ใช่สิ่งทดแทนกันได้ (People are not Fungible)

คนไม่ใช่สิ่งทดแทนกันได้ (People are not Fungible)

ในปี 2546 นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ที่เรียนอยู่ที่ศูนย์รังสิตมาตลอดแบบผม ได้มีโอกาสเข้าเมืองไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นครั้งแรก นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับของอร่อยมากมายรอบมหาวิทยาลัยแล้ว บรรยากาศที่ศูนย์ท่าพระจันทร์มันมีมนต์ขลังแปลก ๆ ตัวผมได้

By Chokchai
ทำไม System Analyst ถึงไม่เชื่อ Design จากทีม

ทำไม System Analyst ถึงไม่เชื่อ Design จากทีม

บ่อยครั้งที่ผมได้ยินน้อง ๆ ออดส์ทีม (ODT) เล่าว่า งานที่ทำอยู่ไม่ท้าทายเลย เพราะเพียงได้รับ Specification มาจาก System Analyst (SA) หรือ Tech Lead ที่เป็นพนักงาน แล้วน้องก็มีหน้าที่เขียนโค้ดตามนั้นไปอย่างเดียว บ่

By Chokchai