ชีวิต
ผมกำลังพยายามทำ prolonged fasting (อดอาหาร 72 ชั่วโมง) ครั้งแรกในชีวิต ณ ตอนนี้เป็นชั่วโมงที่ 34

เมื่อเช้าตอนออกไปวิ่ง 5 ก.ม. ระหว่างวิ่งอยู่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนถือศีลอด (ตามหลักศาสนาอิสลาม) ซึ่งอดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดิน ผมเคยคิดว่าต้องประหยัดพลังงาน ต้องอยู่นิ่ง ๆ อย่าเดินเยอะ เดี๋ยวจะหิว แล้วพอมาดูตัวเองตอนนี้ที่อดอาหารกว่าสามสิบชั่วโมงแล้วมาวิ่งออกกำลังอยู่ก็อดขำตัวเองไม่ได้
พอเปลี่ยนมุมมอง ความเชื่อก็เปลี่ยน ความรู้สึกก็เปลี่ยน พอมองว่าไม่มีอาหาร ร่างกายก็ใช้ไขมันสะสมได้ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็เปลี่ยนหมดเลย กลับมีแรงวิ่งเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก
ตอนนั้นก็คิดออกว่าเราเลือกสิ่งที่วิ่งเข้ามาในชีวิตเราไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะโฟกัสที่อะไร ระหว่างวิ่งก็รับรู้ว่ามีสิ่งต่าง ๆ มากมายกำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ผมไม่ได้รับรู้มันทั้งหมดหรอก ผมรับรู้แค่สิ่งที่ผมเลือกจะมอง ผมจะฟังเสียงนกร้องก็ได้ จะมองคางคกโดนรถทับแบนตายก็ได้ สิ่งที่ผมเลือกจะจ่ายพลังงานของผมให้มัน จะเป็นสิ่งที่ได้วิ่งเข้ามาวนเวียนในสมอง และจะก่อรูปร่างกลายเป็นประสบการณ์ชีวิตของผม
ประสบการณ์ชีวิตก็จะค่อย ๆ ตีกรอบความคิดของผม ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของผมในประสบการณ์ใหม่ ๆ ในวันพรุ่งนี้ แล้วก็เป็นแบบนี้วน ๆ เรื่อยไป
สรุปแล้ว 1. สิ่งที่เราเลือกมอง และ 2. มุมมองที่เราเลือกใช้ จะส่งผลกับอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นในตัวเรา แล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในอารมณ์นั้นแหละ สองสิ่งที่เราเลือกข้างต้นเป็นกระบวนการในการ ปั้นความเป็นจริง ใช้คำว่า ปั้นความเป็นจริงดูขัดแย้ง แต่มันสะท้อนความจริงว่า “เราทุกคนไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริง” ได้เป็นอย่างดี เราใช้ชีวิตอยู่ใน “ประสบการณ์” และผมแยกไม่ค่อยออกหรอกว่าอันไหนเป็นประสบการณ์ของผม อันไหนเป็นความเป็นจริง เพราะประสบการณ์ของผมมันรู้สึกจริงเหลือเกิน (บอกแล้วว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในอารมณ์)
ถ้าทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริง โลกนี้ก็คงไม่มีใครเห็นต่างกันแล้ว เพราะจริง เท็จ ควรเป็นตรรกะที่ทุกคนเห็นพ้องได้ ที่เราเถียงกันเพราะเรามีมุมมองต่างกันนี่แหละ เราถึงอยู่ในความเป็นจริงที่คู่ขนานกัน ถ้าจะเรียกให้ถูก ก็คือประสบการณ์ที่แตกต่างกัน (แต่อย่าลืมนะ ว่าผมแยกไม่ค่อยออกว่าอะไรเป็นประสบการณ์ส่วนตัว อะไรเป็นความเป็นจริง)
เพราะทั้งสิ่งทึ่เราเลือกจะมองและมุมมองที่เราเลือกใช้เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นเร็วมาก คนที่ไม่ได้ฝึกฝนที่จะเลือกในการตัดสินใจทั้งสองนี้จะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้เลือกอะไรให้กับชีวิตตัวเอง และมันมีประโยชน์กับชีวิตเราไหม ส่วนคนที่ฝึกที่จะเลือกมา ก็จะเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในอารมณ์แบบไหน
ถ้าอยู่ในอารมณ์เครียด ก็จะเคี่ยวกรำให้เราได้เติบโต แต่เครียดไม่พักเลยก็เสียสุขภาพเหมือนกัน ถ้าอยู่ในอารมณ์สบาย ก็จะได้ความปลอดภัยและการพักผ่อน แต่ไม่มีความสบายไหนยั่งยืนหรอก เพราะเราเลือกสิ่งที่วิ่งเข้ามาในชีวิตไม่ได้
บางคนที่ปลงเก่ง ๆ จะบอกว่า แต่เราปล่อยวางได้นะ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ดีถ้าเราต้องการรักษาความสบายนั้นต่อไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราสงสัยว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพหรือยัง หรือเราโหยหายชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ เราก็ต้องกระโดดออกจากความสบายไปดิ้นรนเหมือนเดิม
สรุปแล้วทุกอารมณ์มีคุณและโทษ อยู่ที่สถานการณ์ และคนที่มีทักษะที่จะปั้นประสบการณ์ของตัวเอง ก็จะเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตได้มากกว่าคนที่ปล่อยให้สัญชาติญาณเลือกเส้นทางชีวิตให้
แล้วผมก็วิ่งครบ 5 ก.ม. ผมฝึกฝนประจำวันนี้ครบแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ ขอบคุณที่สละเวลาอ่านครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์คุ้มค่าเวลาของผู้อ่านนะครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง

