พาราดอกซ์ ตอน 3: resolve conflict

พาราดอกซ์ ตอน 3: resolve conflict
Photo by Richard Lee on Unsplash

ในตอน 2 ผมได้แบ่งปันว่าถ้าผมมองพาราดอกซ์ออก ผมสามารถเอาไปปรับใช้ในบริบทของ life coaching ได้อย่างไรบ้าง เป็นบริบทของการบริหารความตึงเครียดของพาราดอกซ์ในชีวิตคน ๆ นึง

ตอนนี้เรามาดูรูปแบบของพาราดอกซ์ที่ออกมาในระดับทีมบ้าง

ปรกติในทีมที่ทำงาน เป็นธรรมดาที่เราจะรวมผู้คนที่หลากหลาย แต่ละคนมีความชำนาญที่แตกต่างกัน และยึดถือคุณค่าที่แตกต่างกัน ทีมที่มีความหลากหลายนี้ มีโอกาสที่จะประคับประคองกันผ่านสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ได้ยั่งยืนกว่าทีมที่ขาดความหลากหลายซึ่งอาจจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่ทำได้ภายในบริบทที่จำกัดเงื่อนไขเท่านั้น หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป อาจจะไม่สามารถรักษาประสิทธิภาพเอาไว้ได้

ความแตกต่างก็ทำให้เกิดความเห็นต่าง นำไปสู่ความขัดแย้ง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ มักเกิดจากกลุ่มย่อย ๆ ในทีมที่ยึดถือคุณค่าที่แตกต่างกัน เช่นฝั่งหนึ่งอาจจะยึดถือความเถียร ส่วนอีกฝั่งยึดถือความสร้างสรรค์

ในความเสถียรก็อาจจะอยากทำอะไรเดิม ๆ มักจะมองย้อนไปและอยากทำตามประวัติศาสตร์ที่เคยทำมา เพื่อปกป้องทีมจากความเสี่ยงที่อาจจะไม่เคยเจอมาก่อน ข้อเสียคือถ้าเราอยู่แบบเดิม ทำแบบเดิมนาน ๆ พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เราอาจจะไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์แล้วทีมอาจจะสูญเสียความปลอดภัยไปก็ได้

ขณะที่ฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับความสร้างสรรค์ มักจะมองไปในอนาคต เห็นประโยชน์ของความเป็นไปได้ ตื่นเต้นกับความเปลี่ยนแปลง เห็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้หรือพบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่อาจจะไม่ได้ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงหรือความมั่นคงที่ทีมสามารถแบกรับไหว เท่ากับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย อาจจะมองไม่เห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

แตกแยก

รูปแบบที่ความขัดแย้งหรือความตึงเครียดนำไปสู่การแตกแยกของทีม เริ่มจากการที่ต่างฝ่ายไม่ตระหนักว่าทั้งความเสถียรและความสร้างสรรค์ล้วนสำคัญกับการอยู่รอดของทีม

ต่างฝ่ายต่างยึดแค่ครึ่งสมการของพาราดอกซ์แล้วโยนความรับผิดชอบของอีกครึ่งไปให้อีกฝ่าย เราเผลอทำแบบนี้บ่อย ๆ เพราะการโอบอุ้มความขัดแย้งภายในตัวเรามันทำให้เราสับสน มันยาก การแยกอีกครึ่งสมการแล้วโยนให้คนอื่นเป็นทางเลือกที่สมองเราจัดการได้ง่ายกว่า

แล้วพอวันเวลาผ่านไป ทุก ๆ ครั้งที่เกิดความขัดแย้งแล้วทีมเลือกให้ความสำคัญกับคุณค่าอีกฝั่งหนึ่ง เราก็เริ่มอึกอัดขัดใจ เราเริ่มป้ายสีให้กับคุณค่าอีกฝั่ง ความเคารพที่เราเคยให้กับอีกครึ่งของสมการก็เริ่มจืดจาง ความเสถียรก็อาจจะกลายเป็นความโบราณคร่ำครึ ความสร้างสรรค์ก็กลายเป็นความเพ้อเจ้อ

พอความเคารพหายไป ความขัดแย้งครั้งต่อ ๆ เราก็ถกเถียงกันเพียงเพื่อจะเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์หรือความปลอดภัยของทีมอีกต่อไป ในสถานการณ์ที่ความตึงเครียดมันสะสมมานานจนสูงมาก บางทีเราแอบอยากทางที่อีกฝ่ายเลือกมันวอดวายด้วยซ้ำ เค้าจะได้ฟังเสียงฝั่งเราบ้างสักที

พอเป็นแบบนี้ ความขัดแย้งก็จะนำไปสู่ความแตกแยก เราลืมไปแล้วว่าตอนแรกเรามารวมตัวกันเพราะเราเห็นว่าความต่างของเราจะเพิ่มโอกาสที่เราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

เติบโต

รูปแบบที่ความขัดแย้งนำไปสู่การเติบโต เริ่มจากการที่ทั้งสองกลุ่มย่อยในทีมถนอมความเคารพที่มีให้กับทั้งสองขั้วของพาราดอกซ์ไว้ การทำแบบนี้จะทำให้เราไม่ลืมว่าทั้งสองขั้วจำเป็นถ้าเราจะอยู่รอดอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความขัดแย้ง ฟังความกังวลของกันและกัน ฟังให้ได้ยินว่าแต่ละขั้วกังวลเรื่องอะไร ทำไมเราถึงเห็นต่างกัน เมื่อความกังวลได้รับการรับฟัง ก็จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่ที่จะสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการทั้งสองฝ่าย แล้วความต่างของเราก็จะส่งเสริมกันและกันพร้อมทั้งปิดจุดอ่อนของกันและกันด้วย

นอกจากนี้ แต่ละฝ่ายก็ได้จะเรียนรู้จากมุมมองที่แตกต่างว่ามีคนกังวลเรื่องนี้ด้วยนะ ช่วยให้เราละวางความคาดหวังว่าทุกคนจะรู้สึกหรือคิดเหมือนเราได้บ้าง ทำให้ความคิดเรายืดหยุ่น รองรับสถานการณ์ในอนาคตได้ง่ายขึ้น ทำให้เราเติบโตขึ้น

สรุป

นอกจากเราจะเจอพาราดอกซ์ในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เช่นในบริบทจอง life coaching แล้ว เรายังเจอพาราดอกซ์ในความขัดแย้งของทีมได้ด้วย ซึ่งเอาไปปรับใช้กับการโค้ชทีมได้

เดี๋ยวตอนหน้าเรามาดูพาราดอกซ์ในระดับขององค์กร หรือ organizational coaching กันครับ

อ้างอิง

พาราดอกซ์ ตอน 2: ชีวิตติดลูป

Read more

ไล่ตามความฝัน กับ ดูแลตัวเอง

ไล่ตามความฝัน กับ ดูแลตัวเอง

ไล่ตามความฝัน กับ ดูแลตัวเอง ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าถึงขั้วตรงข้าม (Polarity) ระหว่างความคล่องตัวกับความสร้างสรรค์ไปแล้ว ครั้งนี้ผมมองว่า “การไล่ตามความฝัน” และ “การดูแลตัวเอง” (เปรียบเสมือน นักรบ กับ นักรัก) ก็เป็นแสงและเงาของกันและกั

By Chokchai
สกรัมเป็น Empirical process

สกรัมเป็น Empirical process

กระบวนการแก้ปัญหาในโลกแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ Defined process ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีขั้นมีตอนชัดเจน เช่น Waterfall เป็นต้น ส่วนแบบที่สองคือ Empirical process หรือ "กระบวนการเชิงประจักษ์" ซึ่งเป็นการทำไปแล้วก็ปรับไปเรื่อย ๆ สกรัมเป็นแบบหลัง

By Chokchai
สกรัมมาสเตอร์ observe ผู้คน

สกรัมมาสเตอร์ observe ผู้คน

ครั้งที่แล้วผมแบ่งปันไปว่าสิ่งหนึ่งที่ผมตอนเป็นสกรัมมาสเตอร์มองหาคือ polarity หรือขั้วตรงข้าม ซึ่งคู่แรกที่ผมแบ่งปันไปคือ ระเบียบ (control) และความสร้างสรรค์ (creative) วันนี้ผมตะมาแบ่งปันอีกรูปแบบหนึ่งของ 2 ขั้วนี้ที่เรียกว่า survive (อยู่รอดปลอดภั

By Chokchai
สกรัมมาสเตอร์ observe polarity

สกรัมมาสเตอร์ observe polarity

polarity คืออะไร? สิ่งหนึ่งที่ผมในฐานะสกรัมมาสเตอร์จะ observe คือ polarity polarity คือขั้วตรงข้าม ดุจ แสงและเงา, centralized และ decentralized, creative และ control, competitive และ collaborative ทุกขั้วมีโอกาสจะเป็นทั้งข้อดีและเสีย อะไรที่มากเกินไปจะไม่ยั่งยืน การ observe polarity เหมือนมองลู

By Chokchai